dtac blog

คนยุคใหม่ไม่ต้องการเป็นเจ้าของนาฬิกาหรู หรือกระเป๋าแบรนด์เนมราคาแพง

สิ่งที่น่าสนใจอย่างหนึ่งซึ่งเป็น 1 ใน 8 แนวโน้มที่สำคัญของโลกคือผู้บริโภคไม่ค่อยลงทุนไปกับการซื้อสินค้าอย่างเมื่อก่อนแล้วนะครับ และมีแนวโน้มสูงมากที่ในอนาคต ผู้บริโภคจะให้ความสำคัญกับการเป็นเจ้าของสิ่งของน้อยลง

แม้ว่าจะเป็นคนที่มีกำลังจ่าย แต่ในอนาคต สินค้าอย่างนาฬิกาหรู หรือกระเป๋าแบรนด์เนม ก็อาจจะไม่ใช่ทางเลือกที่เขาจะจ่ายเงินอีกต่อไป อาจเพราะคุณค่าการรับรู้ที่เปลี่ยนไป ทำให้คนรุ่นใหม่ๆ อาจไม่ได้รับรู้คุณค่าของเหล่านี้เป็นสิ่งบอกสถานะทางสังคมแล้วเช่นเดิมแล้ว

นอกจากนี้คนยุคใหม่ไม่ต้องการเป็นเจ้าของทรัพย์สินแม้กระทั่งบ้าน คอนโด หรือรถยนต์ เช่นกัน

อย่างถ้าเป็นรถ เราสามารถเรียกใช้งานธุรกิจประเภท Ride Sharing ที่กำลังเติบโตอย่างหนักในช่วงไม่กี่ปีมานี้ได้อย่างสะดวกง่ายด้วย รวมถึงบ้านก็เช่นกัน ที่คนรุ่นใหม่เริ่มมองว่าเป็นการเพิ่มภาระทางค่าใช้จ่าย ส่วนการซื้อคอนโดก็จะเป็นเทรนด์ของการเช่าใช้แทน หมายความว่าคอนโดโดยเฉพาะในเมืองจะเป็นลักษณะของการเช่าซื้อระยะยาวแทนการซื้อเป็นเจ้าของ เพราะคนเริ่มมองว่าไม่จำเป็นต้องซื้อเป็นทรัพย์สินของตัวเอง (ในต่างประเทศเขาทำกันมานานมากๆ แล้วครับ ส่วนประเทศไทยคาดว่าจะได้เห็นกันมากขึ้นในอีกไม่กี่ปีข้างหน้านี้)

แล้วต่อไป สิ่งที่ผู้บริโภคกำลังมองหาคืออะไร?

จริงๆ อันนี้เป็นเทรนด์ของโลกที่เกิดขึ้นมาสักพักแล้วล่ะครับ คือผู้บริโภคจะให้ความสำคัญกับการ “ซื้อประสบการณ์” มากขึ้น หรือที่เรียกว่า “Experience More”

คือผู้บริโภคจะมองหาคุณค่าทางด้านประสบการณ์ที่ได้รับจากใช้จ่ายครั้งนั้น แทนที่จะมองแค่ตัวสินค้าอย่างเมื่อก่อน ที่เห็นกันชัดๆ คือแม้จะเป็นในช่วงที่เศรษฐกิจตกต่ำ แต่การใช้จ่ายในเรื่องของธุรกิจบริการกลับเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

ประสบการณ์ใหม่ ที่คนไทยยุคนี้ต้องการ

ประสบการณ์ที่ผู้บริโภคมองหาที่ว่าก็มีหลายอย่างนะครับ ไม่ว่าจะเป็นการทำกิจกรรม ไปชมคอนเสิร์ต หรือการไปเที่ยวต่างประเทศด้วยก็เช่นกัน ซึ่งอันหลังนี้มาแรงมากในช่วงนี้นะครับ เพราะอย่างที่รู้กันว่าประเทศไทยตอนนี้ค่าเงินบาทแข็งตัวในรอบประวัติศาสตร์ ทำให้คนไทยนิยมไปเที่ยวต่างประเทศมากขึ้น อย่างปีที่แล้วมีคนไทยไปเที่ยวที่ประเทศญี่ปุ่นเป็นตัวเลขหนึ่งล้านคน (โดยประมาณ) นะครับ

ผมมีตัวเลขที่น่าสนใจจากดีแทค คนไทยมีอัตราการเดินทางไปต่างประเทศเฉลี่ยมากขึ้น 10% ต่อปี โดยลูกค้าดีแทคเอง ถ้าเป็นแบบรายเดือน มีการเดินทางเฉลี่ย 2.9 เที่ยวต่อปี ส่วนลูกค้าดีแทคแบบเติมเงินมีการเดินทางเฉลี่ย 2.2 เที่ยวต่อปี

นอกจากนี้ประสบการณ์ไปเที่ยวต่างประเทศของคนไทยก็หลากหลาย ไม่ว่าจะไปพักผ่อน เก็บเกี่ยวประสบการณ์ และหาแรงบันดาลใจในการทำงาน อย่างที่ผมสัมผัสกับตัวเองเลยคือกลุ่มของคนรักสุขภาพที่สนใจไปวิ่งมาราธอนที่ต่างประเทศ ซึ่งล่าสุดที่ผมไปวิ่งมาราธอนที่เบอร์บินก็มีคนถามเรื่องรายละเอียดการซื้อทัวร์มาในอินบอกซ์กันค่อนข้างเยอะเลย

Painpoint ของการใช้มือถือในต่างประเทศ

แต่ที่นี้ปัญหาคือเวลาที่เราไปต่างประเทศแล้วมักจะมีปัญหาในเรื่องของการใช้โทรศัพท์ตามมา ซึ่งมันเป็น painpoint เลยนะครับว่าเวลาที่อยู่นอกโรงแรม เราจะใช้อินเทอร์เน็ตได้อย่างไร?

ทางเลือกของการใช้งานอินเทอร์เน็ตในต่างประเทศก็มีอยู่หลายอย่างครับ เช่น ใช้ซิมท่องเที่ยว แต่อันนี้ทำให้เราไม่สามารถติดต่อเบอร์เดิมได้ ซึ่งค่อนข้างไม่สะดวกสำหรับการทำงาน อีกทางเลือกคือเปิดบริการ Roaming จากผู้ให้บริการโทรศัพท์มือถือก่อนเดินทาง แต่อันนี้ก็มีค่าใช้จ่ายค่อนข้างสูง

สบายใจกับทุกทริปที่เดินทาง

ดังนั้นทางดีแทคเขาก็เลยออกแพ็กเกจใหม่สำหรับใช้งานที่ต่างประเทศได้ฟรี ตัวที่ผมได้มีโอกาสลองใช้ตอนไปทริปเบอร์ลินมาราธอน ประเทศเยอรมัน คือแพ็คเกต dtac go ตัวนี้สามารถสมัครครั้งเดียวแล้วนำไปใช้งานที่ต่างประเทศได้เลยโดยไม่ต้องเปลี่ยนซิม ไม่ต้องวุ่นวายซื้อซิมกันก่อนบินด้วยครับ

ข้อดีของการใช้ดีแทคคือเป็นแบรนด์เครือข่ายมือถือที่เป็นพันธมิตรอยู่ทั่วโลก ทำให้เราสบายใจกับทุกทริปที่ไปมากข้ึน

ดังนั้นในเมื่อดีแทคไม่หยุดพัฒนา

เราก็สัญญาว่าจะไม่หยุดเดินทางเช่นกันครับ

เปิดประสบการณ์เดินทางด้วยแพ็กเกจ dtac GO  หรือเข้าไปดูรายละเอียดเพิ่มเติมที่นี่ https://www.dtac.co.th/postpaid/ ได้เลยครับ

และอย่าลืมสะสมประสบการณ์ในชีวิตให้มากกว่าสิ่งของนะครับ เพราะประสบการณ์เหล่านั้นมันจะอยู่กับคุณตลอดไป และคุณจะรู้สึกเติมเต็มทุกครั้งที่ได้นึกถึงมัน

 

 

POPULAR POST

Get the news into your inbox!

Close Menu